觉悟之路 上座部佛教 Theravada Buddhism

 找回密码
 注册

QQ登录

只需一步,快速开始

搜索
热搜: 上座部 qq
查看: 948|回复: 0

Ajahn Karuṇadhammo

[复制链接]

622

主题

810

帖子

810

积分

文章编辑

Rank: 15Rank: 15Rank: 15Rank: 15Rank: 15

积分
810
发表于 2015-7-25 12:13:39 | 显示全部楼层 |阅读模式



Ajahn Karuṇadhammo 相册

Ajahn Karuṇadhammo was born in North Carolina in 1955. He was trained as a nurse and moved to Seattle in his early twenties where he came in contact with the Theravada tradition. In 1992, he helped out with a monastic visit to the Bay Area and spent two months serving a winter retreat at Amarāvati Monastery in England. Ajahn Karuṇadhammo made the decision to ordain while visiting Thailand in 1995. He asked if he could be part of the prospective California monastery (the then unnamed Abhayagiri) and was part of the original group that arrived at Abhayagiri on June 1, 1996. After training for two years as an Anāgārika and Sāmaṇera, he took full Bhikkhu ordination in May, 1998 with Ajahn Pasanno as his preceptor.

Dhamma from Ajahn Karuṇadhammo: Mindfulness of Death, Appreciation for Life

Luang Por Pasanno mentioned that Debbie’s mother is going to be signing into the palliative and hospice care programs be- cause her condition is deteriorating. I would think Debbie has been practicing with death contemplation as this is happening, particularly after she lost her sister-in-law a few months ago. The Buddha encouraged us to reflect daily and remind ourselves that death can come at any time. It’s easy to externalize, it’s happening to somebody else, not me. But at some point, it won’t be somebody else, it will be us, and it would be nice to think that we are ready for it when it comes. This isn’t meant to be a morbid reflection, but more an encouragement to contemplate death, bringing us closer to the reality of it and to encourage a sense of heedfulness and urgency in the practice.

It’s so easy to get lost in the tasks of the day, particularly as we are about to launch into a work period. I would imagine that a significant number of people right now are thinking about the tasks they need to do. I find myself doing that sometimes as well. But we can pull back a bit and remind ourselves, Hold on a second, life is precious. I don’t know when or how I’m going to die. If death occurred for me right now, would I be ready for it? Would there be remorse? Are there things that I have done or left undone that I would regret if I died today? We can take a few moments to contemplate the potential immediacy of death and see what this might bring up for us. Contemplating death in this way allows us to clarify what is precious in our lives which frees us from the tendency to get lost in the details. This in turn helps us focus on what our priorities are. So instead of death contemplation producing a negative feeling such as fear or bewilderment, we can be moved to a sense of lightness and release as we focus on what is most important to us. A life well lived, focused on what is most meaningful for us, has the greater potential to be a life free of regret and remorse.

Death is a present moment experience; it’s not in the future. When the moment of death arrives, it will be just that moment—everything before that moment of death is still life, with all of its projections, worries, and fears, including the fear of that approaching death. But when death actually occurs, it is just one brief moment. So at the moment of death, death is now. Before that moment, it is just a projection. With contemplation of death we become more familiar with this inevitable ending so that when it finally comes, we are prepared for it, neither afraid of it or confused with this very ordinary present moment experience.
If we keep that in mind then we do not really have any other option than to contemplate what’s going on for us right here and right now. It’s the only place we are going to be ready when it’s time for the body to move on, for the elements to dissolve. For most of us, one of the best ways to do this is by using mindfulness of the body. We can notice the position of the body, the posture of the body—standing, walking, sitting, and lying down. This is the most basic contemplation of the body, and we can maintain it when we are doing just about anything—constantly coming back and asking ourselves, What is the posture of the body? What is the disposition of the body? If it’s moving, how is it moving through space? We can know what’s happening with the arms, the legs, the head, the torso, and be present with the body (awareness of the sensation of hardness, softness, tightness, looseness, heat, coldness - PUM). We can also incorporate the mood of the mind, What’s the mood like right here and right now? If we keep on attending to right here and right now as we go through our daily activities, then when it comes time for death to greet us, we will be ready right there and right then to be aware of the event as it happens. Bringing mindfulness right here and right now and reminding ourselves of the preciousness of this human life is a great way of reducing fear and anxiety and establishing a sense of purpose along the path.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 140

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษคฤหัสถ์หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในชีวิตมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจเมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในชีวิตนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้.

จุดประสงค์ในการที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เรื่อง มรณานุสติ นั้นไม่ใช่เพียงเพื่อให้จิตสงบ แต่เพื่อให้ระลึกรู้ลักษณะของกาย เวทนา จิต ธรรม บางคนระลึกถึงความตาย แต่จะทราบไหมว่า ขณะนั้น ขณะที่ระลึกเป็นกุศลหรือว่าอกุศล ถ้าผู้ใดที่ระลึกแล้ว พิจารณาได้ว่า มีการละคลายการติดในรูป เสียง กลิ่น รส ในสมบัติ วงศาคณาญาติ หรือว่า มานะการถือตน ขณะนั้นย่อมเป็นประโยชน์ของการระลึกถึงความตาย การระลึกถึงความตาย ทำให้ละมานะ ได้ไหม ภพนี้ชาตินี้ อาจเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วย ชาติ สกุล โภคสมบัติ รูปสมบัติ วิชาความรู้ บริวารสมบติ ทุกสิ่งทุกประการแต่ว่าภพหน้าชาติหน้าจะเป็นใคร ยังจะมีรูปสวย รูปงาน มีทรัพย์สมบัติมาก เกิดในสกุลที่พรั่งพร้อมด้วย ลาภ ยศ ข้าทาสบริวารหรือเปล่าอาจจะตรงกันข้ามเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น การระลึกถึงความตาย เห็นความไม่เที่ยง ย่อมทำให้ละคลายแม้ความติดในรูป เสียง กลิ่น รส สมบัติ ซึ่งเคยถือว่าเป็นของเรานอกจากนั้นยังทำให้เกิดละความมานะ การถือตน สำคัญตนหรือความผูกพันในสัตว์ ในบุคคที่รัก ในสังขารที่รัก แต่ถ้าคิดถึงความตายแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ก็ไม่ได้ละอะไร ไม่ได้คลายอะไรจึงไม่กล่าวว่าเป็นมรณานุสติ ไม่เป็นกุศลจิต ถ้าเป็นกุศลที่ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงมุ่งหวังจริงๆ ในการแสดงพระธรรม ก็คือ ระลึกรู้ลักษณะของกาย เวทนา จิต และธรรม ทันที

ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอริยบุคคล เมื่อจุติแล้วก็ไม่แน่นอนว่าจะปฏิสนธิในสุคติภูมิ หรือ ทุคติภูมิ จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรมและเจริญสติปัฏฐานอีกหรือไม่ ความตายพรากทุกอย่างจากชาตินี้ไปหมดสิ้น ไม่มีอะไรเหลืออีกเลยแม้แต่ความทรงจำ เหมือนเมื่อเกิดมาชาตินี้ก็จำไม่ได้ว่าชาติก่อนเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร หมดความเป็นบุคคลในชาติก่อนโดยสิ้นเชิง ฉันใด ชาตินี้ทั้งหมดไม่ว่าจะเคยทำกุศลกรรม อกุศลกรรมอะไรมาแล้ว เป็นบุคคลที่มีมานะในชาติตระกูล ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียงอะไรๆ ก็ตาม ก็จะต้องหมดสิ้น ไม่มีเยื่อใยหลงเหลือเกี่ยวข้องกับภพนี้ชาตินี้อีกเลย หมดความผูกพันยึดถือทุกขณะในชาตินี้ว่าเป็น “เรา” อีกต่อไป ฉันนั้น
การประจักษ์แจ้งลักษณะที่แท้จริงของปรมัตถธรรม จะพรากจากการยึดถือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน แม้แต่ความทรงจำที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปนั้น ก็เป็นแต่เพียงนามธรรมประเภทหนึ่งเท่านั้น สติที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม จนปัญญาประจักษ์แจ้งสภาพธรรม จึงพรากจากความเป็นตัวตนเป็นบุคคลในชาตินี้ เมื่อประจักษ์ลักษณะที่เป็นขณิกมรณะของสภาพธรรมทั้งหลาย เพราะมรณะหรือความตายนั้นมี ๓ ประเภท*คือ ขณิกมรณะ สมมุติมรณะ สมุจเฉทมรณะ

ขณิกมรณะ คือ การเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรมทั้งหลาย
สมมติมรณะ คือ ความตายในภพหนึ่งชาติหนึ่ง

สมุจเฉทมรณะ คือ ปรินิพพาน การตายของพระอรหันต์ ซึ่งไม่มีการเกิดขึ้นอีกเลย
*สัมโมหวิโนทนี อรรถกถาสัจจวิภังคนิทเทส นิทเทสมรณะ ข้อ ๑๙๓

มรณสติที่เป็นสติที่ปรารภถึงความตาย ต้องเป็นกุศลจิตที่ระลึกถึงความตาย ตามความเป็นจริง ซึ่งเราก็จะต้องเข้าใจครับว่า ความตาย มีหลายหลากนัย ทำให้สามารถพิจารณาความตายที่เป็น มรณสติได้หลากหลายนัย ความตายที่เป็น โดยสมมติเรื่องราว เช่น บุคคลนั้นตาย เรามีความตายเป็นธรรมดา อันมุ่งหมายถึง จุติจิตที่เคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ นี่คือ ความตายโดยสมมติ ซึ่ง ก็สามารถเกิดสติ ที่ระลึกถึงความตายระดับนี้ คือ พิจารณาโดยขั้นพิจารณา พิจารณาโดยขั้นเรื่องราว ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ควรที่จะไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์ ควรเจริญกุศล และอบรมปัญญา เพราะ เราจะต้องจากไป มีความตาย พรากจากบุคคลนี้ไป นี่คือเกิดสติแล้วที่ปรารภ ในความตาย แต่เป็นความตาย โดยนัย สมมติมรณะ แต่ก็เป็น มรณานุสติ แต่ก็เป็นขั้นเรื่องราว แต่ ปัญญา ในการพิจารณา มรณานุสติ ก็มีอีกระดับหนึ่ง เพราะ ความตาย ยังแบ่งเป็น ขณิกมรณะ ที่เป็นความตายเพียงชั่วขณะนั่นคือ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปแต่ละขณะจิต นั่นเอง ที่เป็นความตายที่เป็นขณิกมรณะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องรอถึงความตายที่จะจากโลกนี้ไป ขณะนี้ก็กำลังตายอยู่ทุก ๆ ขณะจิตที่เกิดขึ้นและดับไป และปัญญาระดับใด ที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่เกิดดับ ที่เป็นความตาย ที่เป็นมรณะในขณะนี้ ครับ ก็คือ การเจริญสติปัฏฐานจนถึง ระดับปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณ ขั้นที่ 3 และ 4 ที่เห็นประจักษ์ ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ที่กำลังเกิดขึ้นและดับไปแต่ละขณะ แต่ละขณะที่เป็นความตายจริง ๆ ครับ ขณะที่รู้ความเกิดขึ้นและดับไป ที่เป็นความตายชั่วขณะ ก็เป็นการพิจารณาความตาย คือ

ขณะที่สภาพธรรมดับไปที่เป็นมรณานุสติด้วยปัญญา ระดับสูง ระดับวิปัสสนาญาณ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานจึงเชื่อมโยง เกี่ยวข้องกับมรณานุสติ การพิจารณาความตายด้วยเพราะว่าอาศัยการเจริญสติปัฏฐาน ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้แต่ละขณะ จนปัญญาคมกล้า ถึง วิปัสสนาญาณ 3 และ 4 ที่ประจักษ์ตัวจริง ในขณะที่สภาพธรรมเกิดขึ้นและดับไป ที่เป็นการดับไปของสภาพธรรมที่เป็น ขณิกมรณะ ความตายเพียงชั่วขณะ นั่นก็เป็นการพิจารณาด้วยมรณานุสติด้วยปัญญา ที่จะเกิดได้โดยการเจริญสติปัฏฐาน ครับ และ เมื่อถึงการดับกิเลสหมดสิ้นของพระอรหันต์และท่านปรินิพพาน ก็เป็นความตายอย่างสิ้นเชิง
เพราะจะไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมอะไรอีกเลย นั่นคือ สมุจเฉทมรณะ ครับ สรุปได้ว่า เพราะอาศัยการเจริญสติปัฏฐาน ย่อมถึงปัญญาที่ประจักษ์ ความดับไปของสภาพธรรมที่เป็นความตายชั่วขณะ ที่เป็นขณิกมรณะด้วยมรณานุสติระดับปัญญาขั้นสูงได้ ที่เป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่ 3 และ 4 ครับ

- บ้านธัมมะ
您需要登录后才可以回帖 登录 | 注册

本版积分规则

QQ|手机版|小黑屋|觉悟之路 ( 粤ICP备13026064号   粤公网安备 44060802000093号

GMT+8, 2017-11-19 22:06 , Processed in 0.071341 second(s), 26 queries .

Powered by Discuz! X3.4

© 2001-2017 Comsenz Inc.

快速回复 返回顶部 返回列表